เป็นภาวะที่ผู้ป่วยมีความคิดหมกมุ่นหรือไม่พอใจในรูปร่างหรือรูปลักษณ์ของตนเอง ทั้งที่ตามจริง แล้วก็ดูปกติหรือใกล้เคียงปกติ ผู้ป่วยจะมีความกังวลเป็นอย่างมาก ไม่สมเหตุสมผลและเชื่อว่าเขามีความผิดปกติจริง ความคิดหมกมุ่นเช่นนี้ทำให้ผู้ป่วยใช้เวลานาน ๆ ในการทำพฤติกรรมซ้ำ ๆ เช่น ส่องกระจก,เสาะหาคำยืนยัน แต่งหน้าทำผมนาน ๆ ทำให้มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน การทำงาน ครอบครัว สังคม มักหาทางแก้ไขโดยไปพบแพทย์ เพื่อขอรับการผ่าตัด และถ้าเป็นมาก จนมีโรคซึมเศร้าแทรกซ้อน อาจถึงกับฆ่าตัวตายได้
ในปัจจุบันคนบนโลกเราส่วนใหญ่มีแนวโน้มเอียงไปข้างการหลงตัวเองหรือเข้าข้างตัวเอง ทว่ามีคนกลุ่มน้อยในโลกที่เป็นโรค “ชอบดูถูกตัวเอง” ซึ่งชื่อโรคก็พอจะบอกได้แล้วว่าอาการของผู้ป่วยมักจะชอบมองภาพตัวเองไปในทางลบเสมอ คิดว่าตัวเองไม่สวย ไม่หล่อ ฯลฯ และมีอาการย้ำคิดย้ำทำเกี่ยวกับความบกพร่องของตัวเอง
สาเหตุที่แท้จริงของโรคนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ปัจจัยที่คิดว่ามีส่วนที่เกี่ยวข้องให้เกิดโรคนี้มีดังนี้
ผู้ป่วยมักจะไปพบแพทย์แผนกอื่นมากกว่าจิตแพทย์ ทำให้ไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้อง เช่น ผู้ป่วยมักไปพบศัลยกรรมความงาม ( Cosmetic Surgery )
การที่ผู้ป่วยตัดสินรูปลักษณ์ของตัวเองในทางลบ ไม่ชอบตัวตนภายในของตนเอง และกังวลเกี่ยวกับการเข้าสังคม เป็นแรงขับดันให้ผู้ป่วยมีความต้องการเปลี่ยนรูปลักษณ์โดยการแต่งหน้า คลินิกเสริมความงามและทำศัลยกรรม แต่ผู้ป่วยในกลุ่มนี้แม้ว่ารูปลักษณ์เปลี่ยนแปลงไป ก็ไม่ช่วยลดความคิดกังวลหมกมุ่น ตัวอย่างที่เห็น เช่น บางคนไปผ่าตัดจมูกมา 5 ครั้ง บางคนเสริมเต้านม เสริมแก้ม ฉีดคางจนแหลมแล้ว แหลมอีก บางคนผ่าตัดเสียจนดูแปลกประหลาดไป
ดังนั้นการผ่าตัดเสริมความงามจึงมีข้อควรระวังอย่างมากในการรักษาผู้ป่วยในกลุ่มนี้ เนื่องจากอาการจะยังคงเดิมหรือแย่ลงหลังผ่าตัดพบว่า 50% หลังจากทำผ่าตัดแล้วหากผู้ป่วยพอใจกับผลการผ่าตัดก็จะเปลี่ยนไปกังวลกับร่างกายส่วนอื่นแทน
การพบแพทย์ผิวหนัง ( Dermatology Clinic ) ส่วนของร่างกายผู้ป่วยกังวลมากที่สุด คือ ใบหน้า โดยเฉพาะผิวพรรณหรือผิวหนังของตนเอง เช่น เป็นสิว ในบางคนหมกมุ่นกับผิวหน้าโดยใช้กระดาษทรายมาขัดผิวหน้าเพื่อให้แผลเป็นหาย และเพื่อให้หน้าสว่างขึ้น หรือในวัยรุ่นผู้ป่วยมักเชื่อว่ามีคนสังเกตเห็นในส่วนที่มีตำหนิและมองผู้ป่วยในแง่ไม่ดี หรือตลกขบขัน ส่งผลให้ทำให้รู้สึกอาย โดยแสดงออกโดยไม่ยอมไปโรงเรียนหลีกเลี่ยงการเข้าสังคม
จากผลกระทบของโรคดังกล่าว ผู้ปกครองและแพทย์จึงควรรู้จักกลุ่มอาการเหล่านี้ โดยแพทย์ควรหลีกเลี่ยงการเสริมความงามให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้ เนื่องจากการเสริมความงามไม่ได้แก้ปัญหาพื้นฐาน คือ เรื่องจิตใจ และการรักษาที่ดีที่สุด คือ การปรึกษาจิตแพทย์ร่วมในการรักษา
ในกรณีที่ผล MRI ออกมาว่า มีการใช้สมองซีกซ้ายมากกว่าสมองซีกขวานั้น คือ รูปแบบของการทำงานสมองซีกซ้าย มักจะเป็นการใช้เหตุผล , ระบบตรรกะ , คิดคำนวณวิเคราะห์อะไรออกมาเป็นส่วนๆ ซึ่งถ้าสมองซีกซ้ายทำงานเด่นมาก จะเป็นคนจริงจัง เครียดง่าย เถรตรง ขาดความยืดหยุ่น เปรียบได้กับ “ไม้บรรทัดนั้นแข็ง” ซึ่งตรงและแข็ง ทว่าเปราะและหักง่าย อยู่ในกลุ่ม “ยอมหักไม่ยอมงอ” สมองซีกขวาจะเป็นกลุ่มชอบสังเคราะห์ หรือสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ ถ้าสมองซีกขวาเด่นมาก จะเป็นคนช่างฝัน เรื่อยๆ เปื่อยๆ ทำอะไร ไม่ค่อยสำเร็จ หนักในทางเพ้อ อยู่ในโลกความฝันมากกว่า อยู่ในโลกของความจริงอยู่ในกลุ่ม “ไม้หลักปักขี้เลน” คนที่มีสุขภาพจิตสมบูรณ์จึงควรมีความสมดุลสมองทั้ง 2 ซีก
ควรมีคำถามช่วยคัดกรองสำหรับช่วยวินิจฉัย BDD ดังนี้
ควรปรึกษาจิตแพทย์ อาจมีการใช้ยาร่วมกับการทำ พฤติกรรมบำบัด (Cognitive Behavioral Therapy )
นายแพทย์ เอนกวิช เต็มบุญเกียรติ
Dr. Anekvich Temboonkiat
จิตแพทย์ ประจำโรงพยาบาลวิภาวดี
นโยบายความเป็นส่วนตัว | นโยบาย คุกกี้
Copyright © Vibhavadi Hospital. All right reserved